วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โรคที่เกิดจากพฤติกรรมบุคคล

เบาหวาน
โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus) เกิดจากตับอ่อนสร้าง "ฮอร์โมนอินซูลิน" (Insulin) ได้น้อย หรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานหรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า "เบาหวาน" นั่นเองในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ชนิดของโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว
โรคเบาหวานชนิดที่ 2สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักตัวมาก การขาดการออกกำลังกาย และวัยที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงมีการสร้างอินซูลิน แต่ทำงานไม่เป็นปกติเนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
อาการ
  • ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
  • ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
  • หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มากๆ
  • เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
  • น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
  • ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
  • สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
  • เป็นแผลหายช้า
  • อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก เนื่องมาจากเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลง
โรคแทรกซ้อนของเบาหวาน
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมานานหลายปี  มักพบโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง  เช่น ปัญหาด้านสายตา ไตวาย  โรคหัวใจ อัมพาต ขาชา แผลเน่าโดยเฉพาะบริเวณเท้า  ความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย  ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติมากเท่าไร ช่วยชะลอและลดความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนเรื้อรังลงได้มากเท่านั้น  และที่สำคัญคือ  โรคแทรกซ้อนเรื้อรังดังกล่าวอาจกลับคืนสู่สภาพปกติได้  ถ้าผู้ป่วยได้รับการตรวจพบความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้น  และได้รับการรักษาแต่เริ่มแรก
การป้องกันการเป็นเบาหวาน
1.             ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอันจะก่อให้เกิดโรคเบาหวาน
2.             ควบคุมโภชนาการ ให้มีความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย รวมไปจนถึงการใช้ยารักษาโรค
3.             ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ
4.             ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพร อาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด จะต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา
การบริโภคอาหารเมื่อเป็น เบาหวาน
1.             เลือกบริโภคอาหารให้ครบ 5หมู่ โดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้จากอาหาร
2.             งดรับประทานอาหาร หวาน มัน
3.             ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรจะต้องลดปริมาณการรับประทานลง โดยอาจจะค่อยๆลดลงให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เคยรับประทานปรกติ และพยายามงด อาหารมันๆ ทอดๆ
4.             รับประทานอาหารที่มีกากใยมากเพื่อช่วยในการขับถ่าย
5.             หลีกเลี่ยงการรับประทานจุกจิกและรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
6.             พยายามรับประทานอาหารในปริมาณที่สม่ำเสมอกันในทุกมื้อ
7.             หากมีอาการเกี่ยวกับโรคไตหรือความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
8.             แม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะปรกติดีแล้วก็ควรจะต้องควบคุมอาหารตลอดไป
เบาหวานกับการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
การออกกำลังกายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย 2 ระบบ ได้แก่

ระบบการหมุนเวียนของเลือดและการหายใจ การออกกำลังกายช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและการขนถ่ายออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายดีขึ้น


ระบบพลังงานและฮอร์โมนอินซูลิน การออกกำลังกายทำให้การใช้อินซูลินลดลงแต่ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนอื่นๆ ทำงานดีขึ้น เช่น กลูคากอน,อีพิเนฟริน มีปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อสลายกลัยโคเจนในตับ และสร้างกลูโคส ไปสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น จึงทำให้ไขมันลดลง

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มาออกกำลังกายกันเถอะ !!!

หลายๆคนคุ้นเคยกับคำว่า การออกกำลังกาย ไม่มากก็น้อยแต่ทุกๆคนกับปล่อยปะละเลยกับมันเป็นเพียงแค่คำๆหนึ่งซึ่งทะลุหูซ้ายไป   หูขวาเท่านั้น เนื่องจากการดำเนินชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไปมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ความขี้เกียจเกิดกับคนส่วนใหญ่ในสังคม สังคมคนเมืองใช้ชีวิตบนโต๊ะทำงาน หน้าคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ไอแพต ไอพอท ไอโฟน บีบี หรือเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิคต่างๆมากขึ้น การใช้รถแทนการเดิน หรือแม้กระทั่ง การใช้ลิฟต์ หรือ บันไดเลื่อนแทนการขึ้นบันได ปัญหาเหล่านี้ทำให้สุขภาพของคนเมืองตกต่ำลงมากเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆเข้าแทรกแซงร่างกาย ซึ่งคำๆเดียวที่สามารถช่วยได้ก็คือ  การออกกำลังกาย นั่นเอง
การออกกำลังกายนั้นมีผลดีต่างๆมากมาย ในด้านร่างกายแข็งแรงขึ้น ป้องกันโรคต่างๆมากมาย อาทิ เช่น ปอดแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ  ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง  ลดระดับไขมัน Cholesterol  ในเส้นเลือด ป้องกันมะเร็ง ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ลดภาวะกระดูกพรุน  ลดภาวะหลอดเลือดแดงและหลอดดำแข็ง และที่สำคัญทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น  ส่วนในด้านสุขภาพจิตนั้น คนที่ออกกำลังกายจะมีสุขภาพจิตดีอีกด้วย เนื่องจากจากการหลั่งของ สารEndorphin และ Serotonin ในสมองนั่นเอง
การออกกำลังกายนั้นสามารถทำโดยวิธีต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกีฬาในร่มหรือ เอ้าดอร์ก็ตาม อาทิ เช่น กอลฟ์ ว่ายน้ำ  แบดมินตัน บาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล วิ่ง ปั่นจักรยาน วอลเลย์บอล และกีฬาต่างๆอีกมายมาย การออกกำลังกายนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องไปฟิตเนส ยิม สถานที่มีเครื่องออกกำลังกาย หรือ สนามต่างๆ เพียงแค่คุณทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ให้มากที่สุดด้วยตนเอง ก็เป็นการออกกำลังกายแล้วไม่ว่าจะเป็น การเดิน วิ่ง ล้างจาน ถูบ้าน กวาดบ้าน ล้างรถ  เต้นรำหรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น    คุณก็ได้ออกกำลังกายแล้ว สิ่งสำคัญการขยับเคลื่อนไหวร่างกายของคุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที ซึ่งเท่ากับการใช้พลังงานไปถึง 150 แคลอรี่แล้ว ทีเดียว
การออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่สักแต่จะออกกำลังกายอย่างเดียว ควรดูแลตัวเองในเรื่องการรับประทานอาหารที่ถูกต้องถูกสุขลักษณะด้วยกล่าว คือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และงด เหล้า บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทุกชนิดซึ่งจะทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น
ท้ายสุดนี้การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเองตังหากซึ่งไม่ต้องไปเอาชนะมันหรือผู้ต่อสู้ แต่เป็นการชนะใจตนเองให้ได้ตังหาก และจำไว้ว่าการออกกำลังกายนั้นง่ายนิดเดียว ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกกิจกรรมประจำวันของคุณ เพราะโอกาสออกกำลังกายมีเสมอ เพียงคุณขยับก็เท่ากับการออกกำลังกาย  มาออกกำลังกายกันเถอะ !!!

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภูมิปัญญาไทย การแพทย์แผนไทย การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค

ภูมิปัญญาไทย
ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถ วิธีการ ผลงานที่คนไทยได้ศึกษา เก็บรวบรวมความรู้
และจัดเป็นองค์ความรู้ ปรับปรุง พัฒนา ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลดีงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ นำไปแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย เช่น การสร้างเรือนได้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ ตลอดจนอาหารไทย สมุนไพร การนวดแผนไทย อักษรไทย การร่ายรำ เพลงกล่อมเด็กที่เป็นเอกลักษณ์ ฯลฯ
สาขาภูมิปัญญาไทย
        การกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่าง ๆโดยภาพรวมภูมิปัญญา
ไทยสามารถแบ่งได้เป็น 10 สาขาดังนี้
      1. สาขาเกษตร
      2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม
      3. สาขาแพทย์แผนไทย
      4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
      5. สาขาภาษาและวรรณกรรม
      6. สาขาศิลปกรรม
      7. ศาสนาและประเพณี
      8. สาขาการจัดการองค์กร
      9. สาขาสวัสดิการ
      10. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน
ความสำคัญของภูมิปัญญาไทย
1.       สร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง
2.        สร้างความภาคภูมิใจ และเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของความเป็นไทย
3.       การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม ทำให้รู้จักพึ่งพาอาศัยกัน
4.       การนำธรรมชาติมาใช้ในการดำรงค์ชีวิต เช่น อาหารไทย
5.       การพัฒนาชีวิตให้เหมาะสมกับยุคสมัย

ภูมิปัญญาไทยช่วยสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
ภูมิปัญญาไทยมีความสำคัญต่อสุขภาพในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคต่างๆได้มากมาย
1.ภูมิปัญญาไทยด้านอาหารเครื่องดื่ม (อาหาร) คือซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ เช่น   น้ำขิง ช่วยขับลม  น้ำกระเจี๊ยบช่วยขับปัสสาวะ น้ำมะตูมทำให้เจริญอาหาร 
 2.ภูมิปัญญาไทยด้านการแต่งกาย (เครื่องนุ่งห่ม) คือ เสื้อผ้าไทยซึ่งมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนและกำจัดโรคต่างๆได้ดีซึ่งได้มาจากสีชองธรรมชาติ เช่น ต้นคราม สีฟ้าให้อ่อน  แก่นขนุนให้ สีเหลือง   ยอป่าให้สีแดง
3.ภูมิปัญญาไทยด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งนับเป็นความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในการรักษาสุขภาพเป็นอย่างมาก เช่น เนื่องจากภาคเหนือมีอากาศหนาวเย็น ปลูกบ้านจึงต้องใช้ภูมิปัญญาเพื่อให้เกิดความอบอุ่น
การแพทย์แผนไทย
 การแพทย์แผนไทย หมายถึง ปรัชญา องค์ความรู้ และวิถีปฏิบัติ เพื่อการดูแลสุขภาพ และการบำบัดรักษาโรค ความเจ็บป่วยของคนไทย แบบดั้งเดิม สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตคนไทย เช่น การผดุงครรภ์ การนวดไทย
การนวดไทยแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
การนวดแบบราชสำนัก  เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของการนวดนี้คือ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในรั้วในวัง ฉะนั้นการนวดจึงถูกออกแบบที่เน้นการใช้นิ้วมือและมือเท่านั้น และท่วงท่าที่ใช้ในการนวดมีความสุภาพเรียบร้อย
การนวดแบบเชลยศักดิ์  เป็นการนวดที่ใช้ในระดับชาวบ้านด้วยท่าทางทั่วไป ไม่มีแบบแผนหรือพิธีรีตองในการนวดมากนัก อีกทั้งยังสามารถใช้อวัยวะอื่นๆ เช่น เข่า ศอก เท้า
แพทย์แผนไทยช่วยสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
การแพทย์แผนไทยเป็นภูมิปัญญาไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนของตนเองได้โดย
1.  การนวดไทย ช่วยบำบัดและรักษาโรคบางชนิดได้
2.  การประคบสมุนไพร จะช่วยบรรเทาอาการ ปวดเคล็ดขัดยอกได้
 นอกจากนี้ สมุนไพรไทย จะนำมาใช้ประโยชน์เป็นยารักษาโรคต่างๆได้มากมากมาย เช่น
 - สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด     - สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า
 - สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว                - สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน
 -สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมีย และตัวผู้
                3..  การทำสมาธิ สามารถนำมาบําบัดโรคที่เกิดจากความเครียด  ความกังวลได้ไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อ               โรคโดยตรง  แต่สามารถรักษาใจที่เป็นทุกข์ได้อันเกิดจากโรคได้

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

งานโครงการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนและสังคม

1.ชื่อโครงการ
   โครงการพัฒนาลานออกกำลังกายในซ.จรัญสนิทวงศ์27

2.หลักการและเหตุผล
   อันเนื่องมาจาก ซ.จรัญสนิทวงศ์27 นี้เป็ยชุมชนที่มีมลภาวะทางอากาศเยอะ ทำให้คนในชุมชนสุขภาพไม่ดี จึงคิดจัดโครงการนี้ขึ้น     เพื่อที่จะส่งเสริมสุขภาพของคนในชุมชน ซ.จรัญสนิทวงศ์27 ให้มาร่วมกันออกกำลังกาย โดยถูกลักษณะ ของคนกลุ่มคนอายุต่างๆอย่างถูกวิธีซึงจะทำให้คนในชุมชน มีสุขภาพดีขึ้นทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต แล้วยังจะช่วยให้คนในชุมชนมีความสัมพันธ์ สัมพันธ์มิตรไมตรีกันดีขึ้นไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรือ การพนันต่างๆที่ทำลายชาติ

3.วัตถุประสงค์
    1.เพื่อส่งเสริมให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้นในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27
    2.เพื่อสร้างเสริมสุขภาพกายของคนในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27 ให้แข็งแรงต้านภัยโรคต่างๆ
    3.เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีของคนในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27
    4.เพื่อสร้างเสริมสุขภาพจิตของคนในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27
    5.เพื่อลดปัญหายาเสพติด และ การพนันต่างๆในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27
    6.เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27

4.กลุ่มเป้าหมาย
   ผู้ที่อยู่อาศัยในซ.จรัญสนิทวงศ์27 หรือใกล้เคียง ทุกเพศ ทุกวัยประมาณ 1000 คน

5.วิธีดำเนินการ
   1.จัดตั้งคระกรรมการลานออกกำลังกานใน ซ.จรัญสนิทวงศ์ 27
   2.วางแผนงบประมาณ หาทุน และ และวงแผนการดำเนินงาน 
   3.จัดซื้อเครื่องออกกำลังกายประเภท ต่างๆตามลักษณะอายุของผู้เล่น
   4.จ้างเทรน์เนอร์หรือวิทยากรมาช่วยดูแลการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี
   5.ประชาสัมพันธ์โดยการกระจายเสียง หรือ แผ่นพับ
   6.จัดทำแบบทดสอบของคนในซ.จรัญสนิทสงศ์27 ทุกๆ1เดือน
   7.ติดตามและสรุปผลไปปรับปรุงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

6.ระยะเวลาในการดำเนินการ
   3 เดือนติดตามผลดำเนินการ หลังจากผลตอบรับ หาวิธีแก้ไขและดำเนินต่อไป

7.สถานที่ดำเนินการ
   ลานกีฬา ซ.จรัญสนิทวงศ์ 27

8.งบประมาณ
   เบื้องต้น 30000 บาท

9.ผลที่คาดว่าจะได้รับ
   1.คนในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27 มีสุขภาพกายดีขึ้น
   2.คนในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27 มีสุขภาพใจดีขึ้น
   3.คนในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27 หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น
   4.ลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรใยชุมชน
   5.ชุมชนซ.จรัญสนทิวงศ์ 27 มีสัมพันธ์ไมตรีอันดีต่อกัน
   6.ลดปัญหายาเสพติดในชุมชนจรัญสนิทวงศ์ 27

10.ผู้รับผิดชอบโครงการ
   นาย พสิษฐ์  วัชรากร ม.6/1 เลขที่ 24
 

การจับคู่ในการเต้นลีลาศ

การจับคู่ในการเต้นลีลาศ

การจับคู่ในการเต้นลีลาศ ( THE HOLD )
การ จับ คู่ในการเต้นลีลาศเป็นสิ่งที่มีต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าจับคู่ไม่ถูกต้องตามแบบแผนนอกจากจะขาดความสง่างามแล้วยังเป็น อุปสรรคอย่างยิ่งในการนำหรือตามของคู่ทำให้การทรงตัวเสียไปและการก้าวเท้า ของคู่จะไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน หรืออาจจะเหยียบเท้ากันได้
การจับคู่เริ่มต้นลีลาศที่นิยมใช้โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ
1. แบบบอลรูมปิด ( CLOSED BALLROOM )
2. แบบบอลรูมเปิดหรือพรอมเมอหนาด ( OPENED BALLROOM OR PROMENADE POSITION )

การจับคู่แบบบอลรูมปิด




ผู้ชาย
1. ยืนตัวตรงเท้าชิด ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า น้ำหนักอยู่บริเวณปลายเท้า ลำตัวตั้งตรง เกร็งลำตัวบริเวณเอวเล็กน้อยโดยไม่ต้องเกร็งไหล่ คอและศีรษะตั้งตรงตามสบาย
2. ใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง โดยการคีบนิ้วทั้งสี่ของผู้หญิงไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ โอบนิ้วมือที่เหลือแตะหลังมือขวาของผู้หญิงโดยไม่บีบหรือเกร็งมือ
3. มือซ้ายไม่บิดงอจะเป็นแนวตรงตลอดถึงข้อศอก แขนซ้ายท่อนบนจากไหล่ถึงข้อศอกลาดลงเล็กน้อย พยายามให้ข้อศอกงออยู่ในระดับเดียวกับแผ่นหลังของผู้หญิง ระวังอย่าให้เอนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง
4. แขนซ้ายตั้งแต่ข้อศอกจนถึงฝ่ามือ หักมุมชี้ตรงขึ้นและเอนไปข้างหน้าเล็กน้อยพยายามรักษาระดับเดิมจากไหล่ถึง ข้อศอกไว้ ปลายแขนเอนเข้าหาศีรษะเล็กน้อย
5. แขนขวาตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อศอกลาดลงจนเกือบมีลักษณะเดียวกับแขนซ้าย ศอกขวายื่นล้ำจากแนวไหล่ออกไปข้างหน้าเล็กน้อย เพราะจะต้องอ้อมไปแตะตรงกลางหลังของผู้หญิง ระวังอย่างยื่นศอกล้ำออกไปมากเกินไปและโอบลึกเกินไป ข้อศอกไม่ตกมาแนบข้างลำตัว
6. ฝ่ามือขวาแตะตรงบริเวณใต้สะบักของผู้หญิง ปลายนิ้วมือพอดีกับกึ่งกลางสันหลังและแนบชิดกันไม่แตกแยกจากกัน
7. จับคู่ลีลาศในลักษณะยืนชิดกัน ผู้ชายจะดึงผู้หญิงให้ยืนอยู่ตรงหน้าหรือยืนเยื้องมาทางขวามือของตนเองเล็กน้อย และยืนจับคู่ห่างกันประมาณ 6 นิ้ว

ผู้หญิง
1. ยืนตัวตรงเกร็งบริเวณเอนเล็กน้อยโดยไม่ยกและเกร็งไหล่ ยืนให้ตรงกับผู้ชายหรือยืนเยื้องไปทางซ้ายมือของตัวเองเล็กน้อย แต่ระวังอย่าให้มากเกินไป
2. ยื่นมือขวาให้ผู้ชายจับในระดับปกติ นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือแนบชิดกัน
3. วางแขนซ้ายพาดทับแขนขวาของผู้ชายเบาๆ นิ้วมือซ้ายแนบชิดกันแตะบนต้นแขนขวาของผู้ชายค่อนไปจนเกือบถึงไหล่


* ข้อเสนอแนะในการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด
ในการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด จะพบว่าคู่ลีลาศมีข้อบกพร่องในการจับคู่ ที่พบเห็นบ่อยๆ มีดังนี้
1. คู่ลีลาศยืนอยู่ชิดหรือห่างกันเกินไป
2. ในขณะลีลาศเมื่อมีการเคลื่อนที่และมีการใช้เท้าเฉียงทะแยงมุมไปทางด้านข้าง ถ้าคู่ลีลาศเคลื่อนที่ไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้ทั้งคู่รู้สึกว่า การเคลื่อนที่นั้นไม่ราบรื่น
3. มือซ้ายของผู้หญิงมักไม่วางที่ต้นแขนขวาของผู้ชาย
4. ถ้ามือขวาของผู้ชานแตะทางด้านหลังของผู้หญิงสูงหรือต่ำเกินไป จะทำให้ผู้หญิงเสียการทรงตัวได้ง่าย
5. ในขณะเคลื่อนที่ถอยหลัง น้ำหนักตัวของผู้หญิงมักจะทิ้งไปข้างหลังและตกบนส้นเท้ามากเกินไป


การจับคู่แบบบอลรูมเปิด



1. ผู้หญิงจะยืนอยู่ทางขวามือของผู้ชาย หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ด้านข้างลำตัวของผู้หญิงและผู้ชายอยู่ชิดกัน
2. ผู้ชายใช้แขนขวาโอบไปที่เอวของผู้หญิงทางด้านหลัง ไหล่ขวาบิดเข้าหาผู้หญิง ยกข้อศอกขวาขึ้นสูงพอประมาณ
3. ผู้หญิงใช้มือซ้ายวางที่บริเวณไหล่ขวาของผู้ชาย โดยวางแขนซ้ายพาดทับแขนขวาของ ผู้ชายเบาๆ
4. ผู้ชายใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง เหยียดแขนซ้ายไปข้างหน้า หรือจะงอศอกซ้ายเข้ามาเล็กน้อยก็ได้นอกจากนี้ ยังมีการจับคู่ลีลาศอีกลักษณะหนึ่ง คือ การจับคู่ลีลาศในประเภทจังหวะลาตินอเมริกัน การจับคู่ในการลีลาศจังหวะประเภทนี้ จะมีลวดลายการลีลาศและการจับคู่ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับรูปแบบของการลีลาศ

การจับคู่แบบลาตินอเมริกัน





การจับคู่ลีลาศแบบปิด
การจับคู่ลีลาศแบบปิด มีความแตกต่างจากการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด ดังนี้
1. ระยะห่างระหว่างคู่ลีลาศ ทั้งคู่จะยืนห่างกันมากกว่าการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด
2. มือขวาของผู้ชายแตะตรงสะบักซ้ายของผู้หญิง แทนที่จะแตะตรงกลางหลัง
3. แขนซ้ายของผู้หญิง วางซ้อนทาบอยู่บนแขนขวาของผู้ชายอย่างสบายๆ
4. มือซ้ายของผู้ชายยังคงจับมือขวาของผู้หญิงไว้เหมือนกับการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด

การจับคู่ลีลาศแบบเปิด พบมากในการลีลาศจังหวะไจฟว์และจังหวะร็อค แอนด์ โรล เป็นการจับมือเพียงข้างเดียว โดยผู้ชายใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง ยืนห่างกันในระยะที่ต่างตนต่างเหยียดแขนได้พองาม ส่วนมือข้างที่เป็นอิสระจะถูกยกไว้ข้างลำตัว หรืออาจจะยกชูสูงขึ้นก็ได้แล้วแต่ลีลาของคู่ลีลาศ

การจับคู่ลีลาศแบบข้าง จะพบมากการลีลาศจังหวะ ชา ชา ช่า และจังหวะ คิวบัน รัมบ้า การจับคู่ลีลาศแบบนี้เป็นการจับคู่ลีลาศด้วยมือข้างเดียว และ จับในขณะที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงยืนหันหน้าเข้าหากัน หรือหันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งคู่ยืนห่างกันพอประมาณ ส่วนแขนข้างที่เป็นอิสระอาจเหยียดออกไปข้างลำตัวโดยงอแขนเล็กน้อย หรืออาจยกชูสูงขึ้นได้

การจับคู่ลีลาศแบบสองมือ มักนำมาใช้ลีลาศในจังหวะไจฟว์ เป็นส่วนมาก ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะยืนหันหน้าเข้าหากันและห่างกันพอสมควร มือซ้ายของผู้ชายจับมือขวาของผู้หญิงและมือขวาของผู้ชายจับมือซ้ายของ ผู้หญิง ลักษณะการจับมือ ผู้ชายจะหงายฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้น ผู้หญิงจะคว่ำฝ่ามือทั้งสองข้างวางลงบนฝ่ามือของผู้ชาย โดยผู้ชายใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกุมมือของผู้หญิงไว้



Reference : http://www.thaigoodview.com/node/47902

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบต่อมไร้ท่อ


      ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย เซลล์+เซลล์ ® เนื้อเยื่อ ® อวัยวะ®ระบบอวัยวะ®ร่างกาย ดังนั้นเราควรดุแลสุขภาพร่างกายเพื่อให้อวัยวะต่างๆในระบบทำงานได้ปกติ

1.1 ความสำคัญและหลักการของกระบวนการสร้างเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย


มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ด้วยอวัยวะทำงานทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นระบบทุกระบบในร่างกายสัมพันธ์กัน หากมีอวัยวะหรือระบบใดผิดปกติย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ หลักการการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานระบบต่างๆ •รักษาอนามัย บริโภคอาหารให้ถูกต้องเหมาะสม ออกกำลังสม่ำเสมอ •พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริง หลีกเลี่ยงอบายมุข ตรวจเช็คร่างกาย

1.2 ระบบประสาท ( Nervous System )

ระบบประสาท คือ ระบบที่ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาททั่วร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานและการรับความรู้สึกของอวัยวะทุกส่วน รวมถึงความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ และความทรงจำต่างๆ

1.2.1 องค์ประกอบของระบบประสาท

ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System )ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง ซึ่งเป็นศุนย์กลางควบคุมและประสานการทำงานของร่างกายทั้งหมด สมองส่วนหน้า (forebrain) ทำหน้าที่ในการจำไหวพริบและการทำงานร่างภายใต้อำนาจจิตใจ สมองส่วนกลาง(mid brain) ทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตา สมองส่วนท้าย (hind brain ) ทำหน้าที่ในการทำงานของส่วนต่างๆและกล้ามเนื้อให้สัมพันธ์กัน ไขสันหลัง ทำหน้าที่รับกระแสประสาทจากส่วนต่างๆของร่างกายส่งต่อไปยังสมองและรับกระแสประสาทตอบสนองจากสมองไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย

ระบบประสาทส่วนปลาย ( Peripheral Nervous System ) ประกอบด้วย เส้นประสาทสมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และประสาทระบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางไปยังอวัยวะปฏิบัติงาน 1) เส้นประสาทสมอง มี12คู่ ทอดมาจากสมองผ่านรูต่างๆของกะโหลกไปเลี้ยงบริเวณศีรษะและลำคอ 2) เส้นประสาทไขสันหลัง 31 คู่ ออกจากไขสันหลังเป็นชาวงๆผ่านรูกระดูกสันหลังไป ร่างกาย แขน และขา 3) ประสาทระบบอัตโนมัติ เป็นระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะที่อยู่นอกอำนาจจิตใจโดยไม่รู้สึกตัว เช่น การเต้นของหัวใจ

1.3ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system) ระบบสืบพันธ์ เป็นระบบที่เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตให้มากขึ้นและทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์

1.3.1อวัยวะสืบพันธ์เพศชาย 1.อัณฑะ(Testis) ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิและฮอร์โมนเพศชาย 2.ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ(seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ 3.ต่อมคาวเปอร์(Cowper glands) ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดอารมณ์เพศ 1.3.2อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง 1.รังไข่ (ovary) ทำหน้าที่ผลิตไข่ซึ่งเป็นเซลสืบพันธ์เพศหญิงจะสุกเดือนละ1ใบจากรังไข่แต่ละข้างทุกๆเดือน และสร้างฮอร์โมนเพศหญิง เอสโทรเจน(estrogen)และโพรเจสเทอโรน(progesterone) 2.มดลูก(uterus) ทำหน้าที่เป็นที่ฝั่งตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์

1.4 ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine system) ต่อมไร้ท่อ เป็นระบบที่ผลิตสารเรียกว่าฮอร์โมน เป็นต่อมที่ไม่มีท่อหรือรูเปิดจึงลำเลียงสารเหล่านั้นไปตามกระแสเลือดไปสู่อวัยวะเป้าหมาย 1.ต่อมใต้สมอง(pituitary gland) ทำหน้าที่ สร้างฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูก ทำให้ปัสสาวะปกติ และการบีบตัวของมดลูกในเพศหญิงขณะคลอดบุตร 2.ต่อมหมวกไค(adrenal gland) ชั้นในทำหน้าที่ กระตุ้นร่างกายทุกส่วนให้เตรียมพร้อม ส่วนชั้นนอกทำหน้าที่เผาผลาญอาหาร ตลอดจนฮอร์โมนควบคุมการดูดซึมเกลือ 3.ต่อมที่อยู่ในตับ (islets of langerhans)เป็นต่อมสร้างฮอร์โมนอินซูนิล ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลของร่างกาย 4.ต่อมไทมัส (thymus gland) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย



การบำรุงรักษาระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบต่อมไร้ท่อ

1.ระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ และเกิดโรคทางสมอง 2.หลีกเลียงยาชนิดต่างๆที่มีผลต่อสมอง 3.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 4.ดูแลร่างกายและออกกำลังกายให้แข็งแรงสม่ำเสมอ 5.งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 6.พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เคร่งเครียด และทำจิตใจให้ร่าเริง 7.สวมเสื้อผ้าสะอาดไม่อับชื้น 8.ไม่สำส่อนทางเพศ 9.เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติใดๆเกี่ยวกับอวัยวะเพศควรปรึกษาแพทย์